ขอแสดงความยินดีกับ นางสาวกตัญชลี อิ่มอ้วน นักเรียนชั้น ม. 6 โรงเรียนขุขันธ์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ ๑ ในการประกวดเรียงความ “เรื่องดีๆ บ้านฉันอยากปันให้เธอรู้” ได้รับถ้วยเกียรติยศพร้อมทุนการศึกษา จำนวน ๕,๐๐๐ บาท จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ครูผู้ดูแลให้คำแนะนำในการส่งผลงานเข้าประกวด คือ นายมงคล พันธ์แก่น และนางสาวอุไรรัตน์ อุดม กลุ่มสาระภาษาไทย และงานประชาสัมพันธ์
เรื่องดีๆบ้านฉัน อยากปันให้เธอรู้
โดย นางสาวกตัญชลี อิ่มอ้วน
ความแห้งแล้ง ทุรกันดาร และ ความยากจน คือสิ่งที่ฉันต้องเผชิญตลอดมา ฉันอาศัยอยู่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ บ้านฉัน นับเป็นที่ที่แห้งแล้ง และยากจนที่สุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตามฉันยังคงเชื่อมั่นว่าบ้านฉันมีเรื่องราวดีๆ มากมายที่ซ่อนอยู่ในความเรียบง่าย และรอให้ทุกคน ได้เข้าไปทำความรู้จัก กับเรื่องดีๆในบ้านฉัน ที่อยากปันให้เธอรู้
เมืองขุขันธ์เป็นเมืองเก่าแก่ มีประวัติมาช้านาน เป็นศูนย์รวมความหลากหลายของผู้คนจากหลากเชื้อสาย มีจารีตประเพณีวัฒนธรรมที่แตกต่างและงดงาม รวมถึงภาษาถิ่นที่มีมากถึง สี่ ภาษา คือ เขมร ลาว ส่วย และ เยอ สำหรับตัวฉันเองเป็นคนเชื้อสายเขมร ฉันพูดภาษาเขมรซึ่งเป็นภาษาถิ่นได้อย่างคล่องแคล่ว โรงเรียนของฉันเป็นศูนย์รวมของลูกหลานชาวขุขันธ์ทั้ง สี่ ภาษาจากทั่วทุกสารทิศ ฉันจึงมีโอกาสได้พบปะเพื่อนๆ จากต่างถิ่นจำนวนมาก ความแตกต่างทางด้านภาษา และวัฒนธรรมไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกไม่ดี แต่ในทางตรงกันข้ามฉันกลับมองว่า ความแตกต่างทำให้โรงเรียนเราเป็นโรงเรียนนานาชาติ ฉันได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวดีๆ กับเพื่อนก็เพราะความแตกต่าง และความแตกต่างทำให้ฉันรู้ว่า “คนเราแตกต่างได้ แต่ไม่จำเป็นต้องแตกแยก”
อาชีพหลักของชาวขุขันธ์คือ การทำนา เราปลูกพืชทางการเกษตรมากที่สุดถึงร้อยละ 95 ของพื้นที่ เราใช้ชีวิตเรียบง่าย และพอเพียง เราจึงอยู่อย่างพอมีพอกิน คุณตาของฉันเป็นเกษตรกร เรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ ท่านอาจไม่คุ้นชินเท่าใดนัก แต่ถ้าเป็นเรื่องการเกษตรแล้ว คุณตา คือเกษตรกรอันดับหนึ่งในใจฉัน คุณตาบอกฉันเสมอว่า เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกทำสิ่งดีได้ แม้ที่นี่จะแห้งแล้ง ดินแตกระแหง แต่ด้วยสองมือที่มี ตาเชื่อมั่นว่า ไม่มีอะไรที่ยากเกินความสามารถของเรา เพราะคุณตาของฉันก็เริ่มต้นด้วยสองมือที่มี กับจอบใบเก่าๆ ขุดลงดินที่แข็งราวกับหิน ตาไม่ได้มีเวทมนตร์ที่จะเปลี่ยนหินให้เป็นดินได้ แต่ด้วยความพยายามและความอดทนเท่านั้นที่ทำให้คุณตาเปลี่ยนดินแข็งให้เป็นเงินทองได้
ช่วงเดือนพฤษภาคมที่นาของตาเต็มไปด้วยข้าวเขียวขจี และช่วงเดือนพฤศจิกายน รวงข้าวจะสุกและเปล่งประกายเหลืองอร่ามประดุจสีทองคำ ฉันเห็นและอยู่กับธรรมชาติตั้งแต่จำความได้ ฉันรักธรรมชาติก็เพราะต้นข้าวที่คุณตาปลูก เมื่อฉันยังเด็กฉันรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อถึงฤดูเกี่ยวข้าว นับเป็นช่วงเวลาที่ครึกครื้น เพราะคนในหมู่บ้านจะรวมตัวกันลงแขกเกี่ยวข้าว แม้จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แต่ด้วยรอยยิ้มที่จริงใจได้แสดงถึงความสุขที่ได้มอบน้ำใจให้แก่กัน เป็นการให้ที่ไม่หวังผลใดๆตอบแทน นับเป็นภาพแห่งความประทับใจที่ยังตราตรึงในใจฉันตราบเท่าทุกวันนี้ ปัจจุบันตาเริ่มปลูกพืชที่หลากหลายมากขึ้น ในสวนของตาจึงไม่ได้มีข้าวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี กล้วย มะม่วง มะพร้าว พริก มะเขือเทศ หอม กระเทียม และต้นพืชแปลกๆอีกมากที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ฉันสนุกกับการเป็นนักสำรวจตัวน้อย และสนุกที่ได้เรียนรู้ธรรมชาติที่หาไม่ได้ในห้องเรียน นอกจากนั้นเรายังใช้ประโยชน์จากน้ำในบ่อเลี้ยงปลา เพื่อรดน้ำผัก อีกทั้งยังได้กินปลาย่าง แกงส้ม ผัดเผ็ดปลาดุก และปลาราดพริก ซึ่งฉันได้ลิ้มรสอาหารระดับห้าดาว ฝีมือคุณยายและคุณแม่ทุกวัน
เมื่อว่างจากฤดูเก็บเกี่ยว ชาวบ้านก็จะรวมตัวกันทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้ หนึ่งในนั้นคือ โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เช่น เกวียนน้อยบ้านใจดี ครุน้อยบ้านสะอาง และกระเป๋าใบตาลบ้านนาก๊อก ครอบครัวของฉันก็เป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่มีอาชีพเสริมดังกล่าว เราผลิต “ตอก” ภาชนะสำหรับใส่ของซึ่งได้มาจากการสืบทอดภูมิปัญญาของคนโบราณ ใช้สำหรับใส่ของ เช่น หมาก และ พลู มีลักษณะรูปทรงคล้าย พาน ทำจากไม้ 4 ชนิด คือ เครือไส้ตัน ต้นข่อย เปลือกต้นงิ้ว และไม้ทองหลาง สิ่งที่ฉันประทับใจมากที่สุดก็คือการได้วาดลวดลายลงบน ตอก เราทาสีดำรองพื้นจนดำสนิท แล้วจึงใช้สีเหลือง กับสีแดงวาดลายเส้น ที่ตัดกันลงบนตอก ทำให้ตอกแลดูสวยงามและมีค่า ปัจจุบันไม่นิยมใช้ ตอก เป็นภาชนะสำหรับใส่ของ แต่ส่วนใหญ่จะมีไว้ตั้งโชว์ และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของพิธีกรรมทางความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายเขมร ที่เรียกว่า “เรือมมะม็อด” หรือ “รำแม่มด” ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่เชื่อกันว่าสามารถรักษาอาการเจ็บป่วย ของผู้ที่ป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุให้หายเป็นปกติได้ โดยวิธีการเล่น รำแม่มด คือการทำพิธีอันเชิญดวงวิญญาณ ของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วมาเข้าทรง พิธีกรรมเรือมมะม็อด นี้จะต้องทำพิธีให้เสร็จภายในคืนเดียว หากการประกอบพิธีกรรมไม่เสร็จภายในคืนเดียว อันอาจจะเนื่องมาจากไม่มีการเข้าทรง ก็จะต้องทำพิธีต่อในคืนวันถัดไป หรืออาจจะต้องทำพิธีอีกครั้งในปีถัดไป ผู้ป่วยก็จะหายจากอาการเจ็บไข้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ พิธีกรรม เรือมมะม็อด เป็นเรื่องลี้ลับ ยากที่วิทยาศาสตร์จะอธิบายและพิสูจน์ได้ แต่สิ่งที่เป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดจากพิธีกรรมนี้ก็คือ ความรักสมัครสมานของคนในครอบครัว เครือญาติ และพี่น้องชาวขุขันธ์ นั่นเอง
วันแรม สิบสาม ค่ำ เดือนสิบ ของทุกปี คุณยายและคุณแม่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมสิ่งของในการห่อข้าวต้ม หลังจากนั้นช่วงสายๆ คุณยาย คุณแม่ ฉัน และน้องก็จะนั่งล้อมวง ช่วยกัน ห่อ “ข้าวต้ม” ด้วยใบตอง หรือใบมะพร้าว ฝีมือการห่อข้าวต้มของคุณยายสวยงามและประณีตมาก คุณยายเผยเคล็ดลับการห่อข้าวต้มให้อร่อยกับฉันว่า ต้องห่อให้มีขนาดพอดี ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป จะได้รับประทานพอดีคำ และสำคัญที่สุด คือ ต้องห่อให้ขนาดเท่ากัน ข้าวต้มจึงจะสุกพร้อมกัน ข้าวต้มที่สุกแล้ว จะถูกจัดลงในกระเชอหรือกระเช้า โดยมี ผักผลไม้ ไก่ย่าง ปลาย่าง หมูย่าง ข้าวสาร เหล้าขาว หมาก พลู ธูปสามดอก และเทียนอีกหนึ่งเล่ม เพื่อนำไปเซ่นไหว้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษผู้ล่วงลับที่บ้านของญาติผู้ใหญ่ในวันรุ่งขึ้น คือวัน แรม สิบสี่ ค่ำ เดือนสิบ และในวันวันแรม สิบห้า ค่ำ เดือนสิบ เราต้องไปทำบุญตักบาตรที่วัด ชาวขุขันธ์กระทำเช่นนี้เป็นประจำทุกปีจนเป็นประเพณี และเรียกประเพณีนี้ว่า ประเพณี “ แซนโฎนตา ” เป็นประเพณีที่จัดขึ้นเพื่อให้ลูกหลานได้เซ่นไหว้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ เป็นประเพณีของคนไทยเชื้อสายเขมร ที่ถือปฏิบัติกันมาช้านาน โดยประเพณีแซนโฎนตา ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ที่ว่าการอำเภอขุขันธ์ ทุกปี นับเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของชาวขุขันธ์ที่จะได้มาร่วมรำลึก และแสดงความกตัญญูกตเวที ต่อบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ
แม้ฤดูกาลบ้านฉันจะแห้งแล้ง แต่เราไม่เคยแล้งน้ำใจ แม้บ้านฉันจะยากจน แต่เราก็มั่งคั่งไปด้วยความสุข ความรัก และความสามัคคี ฉันจึงภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนขุขันธ์ และภูมิใจที่ได้เกิดในชุมชนที่มี
เชื้อสาย ภาษาวัฒนธรรม และประเพณีที่งดงามและหลากหลาย ถ้าจะมีใครสักคนถามฉันว่า ฉันเป็นใคร ฉันจะตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า ฉันเป็นลูกหลานของชาวขุขันธ์ และ ฉันจะอนุรักษ์สิ่งดีงามทั้งหลายของบ้านฉัน เพื่อให้น้องๆรุ่นต่อไป ได้เข้าไปทำความรู้จักเรื่องราวดีๆ ในบ้านฉัน ซึ่งฉันเชื่อมั่นว่าเด็กๆเหล่านั้นคงรู้สึกไม่ต่างไปจากฉันในตอนนี้ “ฉันรักขุขันธ์”






